ความจริงเรื่องไทใหญ่ "ประวัติศาสตร์ และการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ และความอยู่รอดในผืนแผ่นดินของตน" เชิญศึกษาได้ที่นี่
Taiyai.net
ลอดช่องความจริง
บางครั้งคนเราเคยคิดไหมว่า ชะตาชีวิตทำไมถึงต้องมาอยู่ในที่ที่ต้องทนทุกข์ยาก สถานที่ซึ่งมีความลำบาก
ไม่สะดวกสบายเหมือนคนอื่นเขา
ความสุขแม้จะมีบ้าง แต่ก็น้อยนัก เป็นแค่เพียงความสุขที่อยู่บนความทุกข์ ต้องหวาดระแวงและระวังภัยอยู่ทุกเวลา
ผมอาจคิดเดาเอาเองหรือเปล่า
บางทีความสุขบนความท้าท้ายนี้มีมากกว่าคนที่อยู่ในสถานที่สะดวกสบายก็เป็นไป
เป็นเรื่องที่น่าคิดและน่าเห็นใจอย่างยิ่ง
ที่กล่าวมานี้ผมหมายถึงสถานที่ที่เรียกว่า แดนลี้ภัยสงคราม
ความเป็นจริงผมไม่อยากเรียกว่า
แดนลี้ภัยสงครามหรอก
อยากเรียกว่า
บ้านอันเป็นแผ่นดินของเรา
ซึ่งความเป็นจริงมันน่าจะเป็นอย่างนั้น
แม้ว่า
บริเวณรายรอบสถานที่เหล่านั้นจะมีอันตรายเกือบจะรอบข้างก็ตาม
แต่ผมไม่คิดที่จะหวาดกลัวเลย
คิดแต่เพียงว่าชีวิตนี้ขอได้มีโอกาสพจญภัยไปในที่ต่าง ๆ ที่คนอื่นไม่ค่อยกล้าที่จะไปเท่านั้นก็พอ
ความมุ่งหมายในใจของผมคือขอได้รับรู้ความรู้สึกบางอย่างของเพื่อนมนุษย์ที่ต้องการจะบอกเล่าความจริงและความเป็นมาเป็นไปให้ฟัง
บางครั้งการสื่อภาษาอาจจะเป็นอุปสรรคบ้าง
แต่เหนือสิ่งอื่นใด ภาษาใจเป็นเรื่องที่สื่อกันง่ายที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคน
ธรรมชาติจะเป็นตัวบ่งบอกเราเองว่า
อะไรคืออะไร
มีคำกล่าวที่ว่า เมื่ออกอยากรู้ความใน
ก็มองดูรู้ได้ที่ดวงตา
สายตาของคนเรานั้นถือเป็นเสมือนหน้าต่างของหัวใจ
ถ้าคนเราเข้าใจกันและกัน
แค่มองดูดวงตาของกันและกัน
ก็สามารถรู้ใจกันได้
ก้าวแรกที่ได้สัมผัสดินแดนแห่งนี้
มีความรู้สึกว่ามิตรไมตรีที่ดีต่อกันย่อมให้ซึ่งความร่มเย็นได้
แม้ว่าจะอยู่ในที่เรียกว่า ร้อนระอุด้วยการสู้รบกันซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไร เวลาใด ไม่มีใครทราบ
จะทราบก็ต่อเมื่อมีเสียงปืนและระเบิดดังขึ้นเท่านั้น
การตรวจตราและสอบถามละเอียดคนแปลกหน้าที่มาเยือน
เป็นเรื่องปกติที่ต้องกระทำ
ไม่มีการเลือกปฏิบัติ
เพราะนี้คือกฎระเบียบที่ผู้คุมด่านต้องปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด มิเช่นนั้นถือว่าละเลยต่อหน้าที่
เมื่อทราบความประสงค์และไมตรีจิตที่ผมได้ยื่นให้
ทำให้ทหารนายนั้นรู้สึกสบายใจขึ้น
เหตุที่ต้องมีตรวจตราเช่นนี้
ก็เพื่อป้องกันผู้ที่ไม่ประสงค์ดีและอื่น ๆ อีกมากมายนั่นเอง
ผมอยากจะเล่าประสบการณ์และรายเอียดอื่น ๆ รวมทั้งมุมมองต่าง ๆ อีกมากมาย
แต่ว่าบางอย่างต้องขอสงวนไว้
ดังนั้น
จึงขอเล่าถึงภูมิทัศน์และการเรียนการสอน รวมทั้งไมตรีจิตของคนที่นี่
ได้แก่
ดอยแห่งการสู้รบ
ภูมิประเทศเป็นภูเขาลูกเล็กเรียงรายสลับกันเป็นลูก ๆ ไป เรียกว่าดอย ซึ่งดอยแต่ละลูกก็มีสิ่งปลูกสร้างที่เป็นบ้าน
น่าจะเรียกว่ากระท่อมมากกว่า
เพราะปลูกกันแบบง่าย ๆ
โดยใช้สิ่งของไม่กี่อย่าง
ก็สามารถปลูกบ้านได้แล้ว
นั่นคือ
บ้านหนึ่งหลังจะมีเสาอยู่สี่ต้นบ้าง
หกต้นบ้าง แล้วแต่จะพออยู่สำหรับสมาชิกในครอบครัว
หลังคามุงด้วยหญ้าคา
สังกะสีหรือกระเบื้องคงเป็นไปได้ยาก
เพียงแค่มีหลังคาบังแดดบังฝนเท่านี้ก็ดีโขแล้วหละ
ส่วนฝาและกระดานปูพื้นอาศัยไม้ไผ่ที่มีอยู่ทั่วไปบนดอย เป็นฝาบ้านและใช้ปูพื้นด้วย
เห็นไหมหละว่า
คำว่าบ้าน
ณ ที่แห่งนี้ใช้วัสดุไม่กี่อย่างเอง
ก็สามารถทำเป็นบ้านอันอบอุ่นได้
ไฉนเล่าเราคนเมืองกรุงจึงไม่ค่อยจะรู้จักคำว่าพออยู่พอกินเหมือนเขาบ้าง
ช่วงเย็น
ๆ
หลังจากที่ได้สนทนากับเจ้าของบ้านที่มีไมตรีต้อนรับให้ที่พักพิงแล้ว
ถือโอกาสเดินชมภูมิทัศน์และสถานที่ต่าง ๆ เท่าที่เขาจะพาไปและมีเวลา
เขาสูงตระหง่านอยู่ด้านทิศตะวันออก
ห่างจากที่เรานอนไม่ถึง ๒ กิโลเมตร บนแห่งนั้นเต็มไปด้วยกองทัพทหารฝ่ายตรงกันข้าม
ซึ่งการปะทะกันย่อมมีได้ทุกขณะและทุกเวลา ฉะนั้นชีวิตของคนบนดอยแห่งนี้จึงต้องมีความเตรียมพร้อมอยู่เสมอ
ร้านขายของซึ่งมีอยู่ทั่วไปบนดอย
วันนี้โชคดีหลายร้านซึ่งผมและเพื่อน ๆ ที่ไปด้วยกันได้อุดหนุน
ซื้อเสร็จไม่ทานเองหรอก
แจกให้เด็ก ๆ บนดอยนั้นแหละได้ทานกัน
เจอเด็กคนไหนเดินผ่านก็แจกให้ไป
หรือไม่ก็เรียกเด็กที่อยู่ในบ้านให้มารับเอาก็มี
รอยยิ้มของเด็ก
เสียงหัวเราะของเด็ก
คือความสดใสของโลก
แม้ว่าชีวิตจะอยู่บนเส้นขนาบด้วยภัยแห่งการต่อสู้ก็ตาม
แต่ดูเหมือนว่า
การใช้ชีวิตของผู้คนบนดอยแห่งนี้ก็ยังคงเป็นอยู่อย่างปกติทั่วไป
จะแปลกก็ตรงที่มีทหารคอยดูแลความสงบสุขให้ตลอด
๒๔
ชั่วโมง
นอกจากนี้แล้ว
ความมีระเบียบวินัย
ความสมัครสมานสามัคคี
รักชาติ รักแผ่นดิน
สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่สำหรับเขา
เพราะที่เขาเหล่านั้นต้องมาลำบากกันอยู่อย่างนี้
สืบเนื่องมาจากความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเขา
ถ้าไม่ถูกรุกรานเอารัดเอาเปรียบกัน
เขาคงไม่มาอยู่กันอย่างนี้หรอก
ประเด็นต่อมาที่อยากจะเล่าให้ฟัง
ก็คือความมีระเบียบวินัยที่ดีงาม และการรู้จักเคารพในการศึกษา
ผมมีโอกาสได้ผ่านชีวิตของคำว่า
ครู
มาบ้าง เพราะเดิมทีมีอุดมการณ์อยากจะเป็นครูสอนความรู้ให้แก่เด็กที่ด้อยโอกาส
ซึ่งคิดไว้ว่าที่ไหนก็ได้ที่กันดารไม่มีใครสมัครไป ผมจะไปเป็นครูสอนที่นั้น
จึงเลือกเรียนสายครูจนจบ
แม้ปัจจุบันนี้จะทำหน้าที่สอนบ้างตามสถานที่ต่าง ๆ แต่เด็กเหล่านั้นล้วนไม่มีระเบียบวินัยไม่มีเคารพต่อครูอาจารย์ดุจดังคนสมัยก่อนเลย
ทำให้อุดมการณ์ที่เคยมีเสื่อมถอยได้เช่นกัน
เมื่อมีโอกาสมาดูสถานที่เรียน
ครูสอน นักเรียน และอุปกรณ์การเรียน
ณ ที่แห่งนี้แล้ว
วิญญาณของความเป็นครูรู้สึกว่าขึ้นมาเต็ม
100
เปอร์เซ็นต์
อาจจะเป็นเพราะว่าบรรยากาศการเรียนการสอนที่นี่ก็เป็นได้
อุปกรณ์การเรียน
ได้แก่ สมุด ปากกา ดินสอ ก็ไม่ค่อยมี โต๊ะ
เก้าอี้
หรือสาธารณูปโภคอื่นใดอีกนานา
หามีใช้สอยได้เต็มที่ไม่
โรงเรียนก็เป็นลักษณะโรงเรือนขนาดพอประมาณสามารถจุคนได้ประมาณ
40
คน
มุงบังด้วยหญ้าคาให้พอเป็นสถานที่เรียนได้เท่านั้น
แม้สถานที่เรียนจะไม่ดีเหมือนที่อื่น ๆ เขา
แต่ทำไมนักเรียนทุกคน
ซึ่งมีทั้งคนเฒ่า
คนชรา
จนกระทั่งหนุ่มสาว และลูกเล็กเด็กแดงทั้งหลายแล
ต่างคนต่างมาเรียนกันด้วยความสมัครใจและเรียนด้วยความเคารพ
มีระเบียบวินัยอย่างยิ่ง
ทำให้ผมย้อนนึกถึงความฝันบางอย่างที่ตนเองอยากจะทำในครั้งกระโน้น
เมื่อถึงเวลาเรียน
เรียนคือเรียน
เลิกคือเลิก
พอเลิกปุ๊บก็ปิดไฟทันที
เพราะไฟฟ้ามีน้อยจึงต้องใช้สอยอย่างประหยัด
คนในเมืองหลวงน่าจะคิดถึงข้อนี้บ้างนะ
ยามค่ำคืนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น
ด้วยไมตรีจิตที่ดีงาม มีน้ำร้อนน้ำชาเป็นเครื่องเชื่อมสัมพันธ์
มีแสงจากเทียนแท่งใหญ่ใกล้จะหมดเป็นแสงส่องสว่างให้พอมองเห็นหน้ากัน ส่วนการสนทนาปราศรัยแลกเปลี่ยนความรู้ต่าง ๆ
ผมเป็นได้แต่เพียงผู้ฟังที่ดีเท่านั้น
เพราะสื่อภาษาไม่ได้
แต่ฟังอออกบ้างและในฐานะที่เคยเป็นนักจอมเดาข้อสอบมาก่อน
เรื่องนี้จึงถือเป็นเรื่องเล็กสำหรับการแปลและเดาความหมาย
ซึ่งมันก็เป็นจริงเช่นนั้น
เพราะตามที่ผมเดาความหมายนั้น
ถามเพื่อนที่ไปด้วยกัน
เขาบอกว่าถูกต้อง
เรื่องนี้ถ้าใครไปที่ไหน ณ มุมไหนของโลก
หากฟังภาษาเขาไม่ออกจริง ๆ
ผมขอแนะนำว่า ให้ยิ้มและก็พยักหน้าเป็นระยะ ๆ
เหมือนในทีว่าเข้าใจ
ฮา
)
เพียงแค่นี้
บรรยากาศในที่นั้น อะไร ๆ ก็จะดูดีไปหมด ไม่เชื่อลองดูซิครับ
ขอเพียงว่าห้ามหลับ ห้ามหาว หรือเบื่อหน่ายไปก่อนก็แล้วกัน
อากาศคืนนี้เย็นยะเยือกพอสมควร
ผ้าห่มสองผืนเกือบเอาไม่อยู่
ช่วงแรก ๆ ที่เข้านอนอาจจะร้อน
รู้สึกว่าทรมานหรืออึดอัดบ้างเป็นเรื่องธรรมดา
แต่พอดึกหน่อย ใครไม่คว้าผ้าห่มมาห่มเห็นท่าจะแย่นะ
ผมก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน
มีเพียงอย่างเดียวที่รู้สึกว่ามันก่อกวน จนรำคาญเหลือเกินพอ ๆ กับข้าศึกที่อยู่บนภูเขาตรงข้ามกับเราไม่กี่กิโลเมตร
นั่นคือ
ยุง
ยุงตัวใหญ่ ๆ หลายตัวประสานเสียงบินฉวัดเฉวียนเหมือนกับว่าตัวเราเป็นลานบินว่างั้นเหอะ
เสียงยุงนี่แหละที่ทำให้คืนนี้มีสีสัน
เพราะจากความรำคาญได้กลายเป็นเสียงขับขานดนตรีแทน
แน่ะว่าไปนู้น
อันนี้มันก็อยู่ที่มุมมองและความคิดของแต่ละคนครับ
สำหรับผมใช่เลย
เพราะเสียงขับกล่อมจนนอนไม่หลับนี่แหละ
ทำให้ใจสามารถรังสรรค์บทกลอนได้บทหนึ่งให้ชื่อว่า
สู้มันมิหวั่นไหว
แม้ว่าเราจะสู้อยู่โดดเดี่ยว
แต่เป็นเสี้ยวเข้มแข็งแห่งรัฐฉาน
สักวันหนึ่งจะพึงสมอุดมการณ์
มีเขตฐานปึกแผ่นแดนคนไตย
โลกจะรู้หรือไม่เราไม่สน
จะอดทนสู้มันมิหวั่นไหว
เลือดนักสู้เข้มข้นล้นหัวใจ
รวมกันไว้เพื่อชนคน
ไตยเฮา
รุ่งเช้าประมาณเกือบจะตีห้า
รีบลุกจากที่นอนมาสัมผัสอากาศยามเช้าซึ่งยังหนาวเย็นอยู่ เหตุที่รีบลุกก็มิใช่อะไรหรอก
เพราะต้องการจะดูความพร้อมของกองกำลังซึ่งทุกวันจะต้องวิ่งผ่านที่ที่เรานอนนั่นแหละ
แม้ว่าปลายแถวที่เห็นจะเป็นกองกำลังร่างเล็ก ๆ ก็ตาม แต่เสียงก้องกังวานพร้อมทั้งความเข้มแข็งสามารถทำให้ข้าศึกกลัวได้
เพราะแค่ได้ยินเสียง
..
หนึ่ง
..
ส้อง
..
ส้าม
..
อ้าว
..
ซ้าย
ซ้าย
..
ซ้ายขวา
..
ซ้าย
ดังกระหึ่มดุจเสียงคำรามของเสือ
หากเป็นคนที่เต็มไปด้วยความกลัว
ก็คงจะขี้หดตดหายได้เหมือนกัน
หลังจากทานข้าวเสร็จ
ก็เก็บสัมภาระ
สะพายย่าม
กล่าวคำ
มอนมอน
จรลากลับมาสู่แดนที่พลุกพล่านไปด้วยสารพันปัญหาเหมือนเดิม
จากการได้มีโอกาสเดินทางดั้นด้นพเนจรไปเรื่อย ๆ
เหนื่อยก็หยุดพัก
เพื่อเก็บเอาประสบการณ์บางอย่างที่เราต้องการเสาะแสวงหาในครั้งนี้
ความจริงได้ปรากฏแล้วเฉพาะหน้า เป็นการลอดช่องมองความจริง ทำให้มองเห็นอะไรหลายอย่างที่ซ่อนลึกอยู่ในความเป็นจริงซึ่งชาวโลกไม่ค่อยจะรู้กันเท่าใดนัก
แล้วคุณหละไม่คิดที่จะไปสัมผัสบ้างหรือ
น้ำใจไมตรีจิต
วิญญาณนักต่อสู้
และอุดมการณ์ที่ยึดมั่นมาตลอด
คงได้เห็นแน่นอนเมื่อคุณไปถึงที่แห่งนั้น
สุดท้ายจึงขอฝากเป็นบทเพลงขับขานว่า
กลางคืนมีแสงจันทร
ส่วนกลางวันมีแสงสุรีย์
บนดอยมีน้ำป่า
ที่ไหลมาช่วยชุบชีวี
โอ้
..
หมู่เฮา
อยู่กันบนเขาเฮานั้นมากมี
เฮาอยู่ด้วยอุดมการณ์
เพื่อต่อต้านพวกมาราวี
สังคมความยิ่งใหญ่
ประชาธิปไตยใครก็ว่าดี
เฮาสู้อย่างถูกต้อง
เพื่อปกป้องดินแดนเคยมี
โอ้
.
หมู่เฮา
รวมกันสู้เขาเฮาจะโชคดี
เฮาสู้ด้วยอุดมการณ์
ขจัดคนพาลที่มาวารี
ความหวังนั้นคือชัย
สู้ต่อไปไม่ถอยหนี
นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่
สู้ต่อไปเพื่อปฐพี
โอ้
.
หมู่เฮา
มีดีสู้เขาเฮาสามัคคี
เฮาสู้ด้วยอุดมการณ์
เพื่อรัฐฉานคืนมาดีดี
จังกานต์ ธารไท
บันทึกช่วงต้นวสันตฤดู
2546
Copyright (c) 2008. Taiyai.net.All rights reserved