ความจริงเรื่องไทใหญ่ "ประวัติศาสตร์ และการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ และความอยู่รอดในผืนแผ่นดินของตน" เชิญศึกษาได้ที่นี่                                                                                                                                                                                                                                                                  
  Taiyai.net

ประวัติและการทำงาน เจ้าอ่องแมด โดยสังเขป

 

 

 เกิด                 เมื่อวันอาทิตย์ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2403
                       ตรงกับวันขึ้น 11ค่ำ   เดือน 3
บิดา              ลุงส่วยดา (มหาสิทธิ) เสือห่มฟ้า
มารดา          นางทวยผิ่ว (เจ้านางสุวรรณะ กายเทวี)
แต่งงาน      กับนางส่วยจี่ (ธิดาเจ้าฟ้าจ๋ามกา)มีบุตรธิดา 7 คน
                     ชาย 5 คน หญิง  2   คน
ตำแหน่ง     เจ้าฟ้าเวียงเสือ
เสียชีวิต       เมื่อวันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ.2506 (ค.ศ.1965)  
                     ตรงกับขึ้น 3 ค่ำ เดือน 2
 

ผลงาน

เจ้าอ่องแมด หรือ เจ้าเสือหงาน (เสือหาญ) มีผลงานที่โดดเด่นเป็นอย่างมาก จึงได้ชื่อว่า เสือหาญ ประวัติผลงานโดยย่อมีดังนี้

สมัยอังกฤษเข้ามายึดครองพม่า ไม่มีใครที่กล้าแข็งกร้าวกับอังกฤษ เพราะอังกฤษมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย และชำนาญด้านการรบ อังกฤษจึงเข้ายึดครองพม่าอย่างง่ายดาย และจับกษัตริย์พม่า ซึ่งมีนามว่า  กษัตริย์ธีบอ ไปกักขังไว้ ที่ประเทศอินเดียจนสิ้นพระชนม์ที่นั่น

เจ้าอ่องแมดได้นำกองกำลังของตน เข้าโจมตีของกองทัพอังกฤษ เพื่อจะไม่ให้ประเทศพม่าตกไปอยู่ใต้ปกครองของอังกฤษ และเป็นเหตุทำให้อังกฤษเกรงกลัวเจ้าอ่องแมดเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ ชื่อเสียงของท่าน จึงดังกระฉ่อนไปไกลทั่วทุกทิศ และได้นามใหม่อีกว่า เจ้าเสือหงานหลวง เวียงเสือ (เวียงเสืออยู่ในรัฐแจ้แกง-ซะไกง์)

เวียงเสือที่ว่านี้ เป็นที่ชาวไตมาตั้งถิ่นฐานอยู่ตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาล และมีเจ้าฟ้าปกครองมาเป็นเวลานาน เฉพาะที่รวบรวมได้มีจำนวนถึง 264 องค์ ลำดับเจ้าฟ้าผู้ปกครองเท่าที่ที่รวบรวมได้มีดังนี้

     1.   เจ้าหญี่
2.
   เจ้าตอง
3.
   ขุนแกง
4.
   เจ้าพองก่าย                          ( จุลศักราช 744)
5.
   เจ้าหญี่                                   ( จุลศักราช 769)
6.
   เจ้าหนองหมอน                  ( จุลศักราช 798)
7.
   เจ้ามังกะตู                             ( จุลศักราช 945)
8.
   เจ้าเสือลาย                            ( จุลศักราช 954)
9.
   เจ้าแสงคำ                               ( จุลศักราช 961) 
10.
  เจ้าก่อโหญ่                              ( จุลศักราช 981)

11.
  เจ้านางเมือง-เจ้านางพาย     (นาน 18 ปี )
12.
  เจ้ามังจิ่นแหน่ง                       (นาน 24 ปี-1009)
13.
  แก๋มเมืองอู๋จ่อ                                
14.  เจ้าแมดข่อง                                ( จุลศักราช1076-1112)

15.
  เจ้าอ่องแมด                                 (จุลศักราช 1118)
16.
  เจ้าอ่องโหญ่                             
17.  เจ้าอ่องถิ่น                                           ( จุลศักราช 1131-1158)

18.
  เจ้าสวยตา                                            ( จุลศักราช 1214) 
19.
  เจ้าอ่องแมด เสือหงาน เวียงเสือ

 

เจ้าอ่องแมดเป็นเจ้าฟ้าเวียงเสือ สมัยพระกษัตริย์ธีบอ (พม่า) เคยไปอาศัยอยู่กับอุปราชชื่อ โหว่นมินจี ในวังของพระกษัตริย์ธีบอ และเล่าเรียนวิชาความรู้ และเป็นผู้มีความสามารถด้านโหราศาสตร์ ยาสมุนไพร  กลอน คำคม และเป็นผู้เก่งกาจ ในการขี่ช้าง ขี่ม้า

ได้ไปครองเวียงเสือ เมื่ออายุ 20 ปี โดยที่พระกษัตริย์ธีบอ ได้พระราชทานนามว่า มหาวังสสิริชย หรือ เสือห่มฟ้า หลังจากได้ขึ้นครองเวียงเสือแล้ว ได้ไปปราบโจรร้ายเมืองก๋อง เมื่อประสบชัยชนะสามารถปราบโจรได้ จึงได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า โมริย มหาวังสสิริสุธรรมราชา

สมัยที่เจ้าอ่องแมดปกครองเวียงเสืออยู่นั้น เป็นสมัยเดียวกันกับที่อังกฤษเข้ายึดประเทศพม่า และพระกษัตริย์ธีบอ ไม่สามารถที่จะรักษาและปกครองบ้านเมืองต่อไปได้ และอีกด้านหนึ่งอังกฤษก็รุกรานเข้ามา ทำให้ประเทศปั่นป่วนไปทุกหนแห่ง เท่ากับว่าบ้านเมืองไร้ผู้ปกครอง

หลังจากนั้นไม่นาน ในปี พ.ศ. 2427 ตรงกับวันแรม 6 ค่ำ เดือน 12 กองทัพอังกฤษก็ได้เข้ายึดครองเมืองท่าเก๋ว (มัณฑเรย์) แล้วจับพระกษัตริย์และมเหสีไป ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พม่าก็ตกอยู่ใต้อำนาจเกือบ100 ปี

        หลังจากเจ้าฟ้าอ่องแมด ได้ทราบดังนั้น จึงถือดาบขึ้นเปล่งคำอุทานว่า “แต่นี้ไปพวกเราจะตกเป็นขี้ข้ากันหมดทุกคน และจะต้องนอนอยู่ใต้ฝ่าเท้าของอังกฤษ เก๋าอั่มยอม ๆ (ข้าไม่ยอม) เก๋าอั่มยอมเป็นขี้ข้า จะเป็นหรือตาย ก็ต้องสู้”

            ไม่นานก็มีหนังสือจาก กินโหว่นมินจี (อุปราชพระเจ้าธีบอ) ถึงเจ้าฟ้าเวียงเสือ โดยความในหนังสือมีว่า ไม่ต้องต่อสู้กับอังกฤษ และสั่งให้เจ้าอ่องแมดลงมายังที่มัณฑะเรย์ ทำให้เจ้าฟ้าเวียงเสือ ตัดสินใจไม่ถูก จะทำตามคำสั่งของ กินโหว่นมินจี ก็ยาก ไม่ทำตามก็ยาก เพราะเหตุที่ว่า โหว่นมินจี เคยเป็นผู้อุปการะ มีบุญคุณต่อท่าน  และช่วยเหลือในเรื่องต่าง ๆ ในสมัยที่เจ้าอ่องแมดไปอาศัยอยู่ด้วย แต่เจ้าอ่องแมดก็ตกลงไม่ไปมัณฑเรย์ อุปราชจึงส่งทหารมา เจ้าอ่องแมด เมื่อเจ้าอ่องแมด ทราบดังนั้น จึงพูดกับบิดาของท่านว่า “ขอให้พระบิดาไปหลบภัยอยู่ในเมืองจีน ลูกจะทำสงคราม” พูดจบก็นำกองทัพของตนมารออยู่ ที่ไกล้ หม่านกินหล่อง

            ไม่นาน กองทัพต้าเก๋ว ก็มาถึง จึงได้เกิดการสู้รบกันขึ้น แต่ก็เจ้าอ่องแมดก็ได้รับชัยชนะ ทำให้กองทัพต้าเก๋ว ล่าถอยกลับ ซึ่งราวประมาณ พ.ศ. 2432

            ถึงแม้ว่าจะสามารถเอาชนะศึกครั้งแรกแล้วก็ตาม แต่เหตุการณ์ยังคงไม่สงบ เพราะทางอังกฤษได้วางแผนที่จะทำสงครามอีก เจ้าอ่องแมดกับท่านบิดา จึงได้ตระเตรียมกองทัพของตนเช่นเดียวกัน โดยได้แบ่งกองทัพของตนออกเป็น 2 สาย คือ ทางกองลาง 1 สาย ซึ่งมีเจ้าอ่องแมดเป็นผู้บัญชาการทัพ ทางบ้านหม้อ 1 สาย สายนี้บิดาของท่าน เป็นผู้บัญชาการทัพ รวมทั้งสองสายมีกองกำลังแค่เพียง 500 นาย แต่กำลังใจของท่านทั้งสองเต็มเปี่ยม เพราะเป็นผู้รักชาติอย่างแท้จริง  ท่านจึงรอทำสงครามกับอังกฤษ โดยมิหวั่นเกรงใด ๆ

            เมื่อกองทัพอังกฤษได้ยกทัพมาดังที่คาดหมายไว้ เจ้าอ่องแมดได้นำทัพม้า ทัพช้าง เข้าทำสงครามกับอังกฤษอย่างแข็งขัน แต่เนื่องด้วยอังกฤษมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย จึงสู้ไม่ได้ จำต้องถอยไปตั้งหลักชั่วคราว หลังจากสงครามครั้งนี้ ท่านเหลือช้าง 10 เชือก ม้า 40 ตัว และกำลังพล 100 คน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ท่านก็ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของอังกฤษ จึงหลบไปอยู่ในป่าพร้อมกับกำลังพลที่มีอยู่  เพื่อเตรียมการทำศึกอีก

            ท่านได้ทำศึกครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่ได้รับชัยชนะ เนื่องจากกำลังพลของท่านมีน้อย พร้อมกันนั้นเสบียงก็ขาดแคลน และโรคภัยไข้เจ็บก็คอยปั่นทอน ดังนั้น หากจะทำการรบต่อไปก็คงไม่ไหว ท่านจึงตัดสินใจพาครอบครัว พร้อมกับกองกำลังที่มีอยู่ จากเวียงเสือ มายังเวียงยาง จากเวียงยาง มายังบ้านผีลู ซึ่งต้องลัดป่า ขึ้นเขา ลงห้วย ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ใช้เวลา 7 วัน แล้วก็ได้มาถึงยังบ้านจันตาในที่สุด เพราะรู้จักและมีความคุ้นเคยกันกับเจ้าฟ้าเมืองล้า และเมืองจันตา จึงได้อาศัยอยู่ที่นั้น (ปัจจุบันอยู่ในเมืองจีน)

            เจ้าฟ้าเมืองจันตาก็ทำการต้อนรับและดูแลท่านเป็นอย่างดี ในทุกเรื่อง เจ้าอ่องแมดทำมาค้าขายอยู่ที่เมืองจันตา 13 ปี และมีบ้านหนึ่งหลัง และอยู่ที่เมืองล้า 19 ปี และมีบ้านหลังหนึ่งเช่นเดียวกัน รวมความว่าท่านอาศัยอยู่ที่เมืองทั้งสอง 32 ปี

            ในปี พ.ศ. 2465 ภรรยาของท่าน เจ้านางส่วยจี ได้ไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องที่เมืองจ๋ามกา หยองห้วย ซึ่งลุงของท่านเป็นเจ้าฟ้าหยองห้วย นามว่า เจ้าฟ้าหม่อง

            เจ้าฟ้าหม่องก็บอกแก่ เจ้านางส่วยจี่ว่า “จงพาครอบกลับมาอยู่ยังเมืองไต จะช่วยเหลือทุกสิ่งทุกอย่าง” เจ้านางส่วยจี่ ก็กลับมายังเมืองล้า และบอกเรื่องทุกอย่างตามที่เจ้าฟ้าหม่องได้บอก แก่เจ้าอ่องแมด แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เจ้าอ่องแมดก็ไม่ยอมกลับ และพูดว่า  ถ้าอังกฤษยังเป็นผู้ปกครองอยู่ ฉันไม่สามารถที่จะกลับเหยียบแผ่นดินเก่าฉันได้อีก

            ถึงแม้เจ้าฟ้าแต่ละเมืองส่งจดหมายมา และจะช่วยพูดกลับหัวหน้าอังกฤษ เพื่อที่จะให้ท่านกลับได้เป็นเจ้าเมืองอย่างเก่า และบางท่านก็ไปพูดกับอังกฤษ ไม่ให้เอาโทษ หลังจากท่านกลับมา และอังกฤษก็ให้คำมั่นสัญญาว่า จะไม่เอาโทษ

            ในปี พ.ศ. 2465 ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 4 ท่านก็ได้ออกเดินทางมา จนถึงบ้านหม่อ จากบ้านหม่อขึ้นรถไฟมาจนถึง ต้าเก๋ว จากต้าเก๋ว ก็มีหัวหน้าอังกฤษพาคนคอยต้อนรับส่ง จนถึงต๋องกี้  ท่านก็ได้พบกับญาติ ๆ ในวัน ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 5 ปี พ.ศ. 2465  เจ้าฟ้า สะโถง ให้หอที่ต๋องกี้ หนึ่งหลัง และท่านก็ได้อาศัยอยู่ที่ต๋องกี้จนอายุ 103 และเสียชีวิตที่นั้น เมื่อวันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ.2506 (ค.ศ.1965)  ตรงกับขึ้น 3 ค่ำ เดือน 2  

ถึงแม้ตัวจะตายสลายไป แต่ชื่อเสียงและประวัติความกล้าหาญของท่านยังอยู่
เกิดบนแผ่นดินใดแล้วไม่ทำประโยชน์ให้กับแผ่นดินนั้นเป็นสิ่งที่หน้าอาย

     

Copyright (c) 2008. Taiyai.net.All rights reserved