เจ้าชิ่นหม่อง เจ้าฟ้าหลวงเมืองมีด
ในปี ค.ศ. 1930 เจ้าฟ้าไต 5 ท่านนี้ ได้ร่วมมือกันทักท้วง ในกรณีที่อังกฤษ ดึงเอาสหพันธรัฐไต เข้าไปผนวกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าโดยพลการ, จนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่สองได้ลุกลามเข้าไปถึงเมืองพม่าแล้วใน ค.ศ. 1942 พม่าก็ยังไม่ถือว่าสหพันธรัฐไตเป็นส่วนหนึ่งของเมืองพม่า เนื่องจากเจ้าฟ้าไตทั้งหลายพากันคัดค้านและต่อด้านการกระทำของอังกฤษอย่างแบ็งแกร่งตลอดมา ฝ่ายอังกฤษก็ไม่ดำเนินการอย่างไร มีแต่พูดว่า ถ้าหากว่าอังกฤษมอบอำนาจการปกครองขึ้นตรงกับพม่าก็ตาม จะไม่ทำให้สหพันธรัฐไตและเมืองสันเขา {FRONTIER AREAS} ต่ำต้อยล้าสมัยเป็นเด็ดขาด เป็นคำกล่าวที่ดูออกจะง่ายเกินไป
สมัยสงครามโลกครั้งที่สองนั้นรัฐบาลทหารของญี่ปุ่น ได้ตัดเอาแคว้นเชียงตุงและเมืองปั่นออกจากสหพันธรัฐไตแลัวมอบให้แก่รัฐบาลไทย (ไทยน้อย หรือ ไทยสยาม)ปกครองและได้แบ่งเอาสหพันธรัฐไตภาคเหนือและภาคใต้ด้านตะวันออกของแม่น้ำสาละวินทั้งหมดมอบให้รัฐบาลพม่าปกครอง ในสมัย ดร. ป๊ะหม่อ เป็นนายกรัฐมนตรี ตามสัญญาลับที่เมืองไตโจในขณะนี้
รัฐบาลของ ดร. ป๊ะหม่อ เป็นรัฐบาลที่อยู่ภายใต้อำนาจของทหารญี่ปุ่นทั้งหมด แสถานการณ์จะเป็นไปในรูปนี้แล้วก็ตาม ทหารญี่ปุ่นก็ไม่อยญาตให้พม่านำเอากองกำลังทหารพม่าเข้าตั้งฐานมั่นอยู่ในแผ่นดินไตได้ เรื่องนี้จะเห็นได้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า สหพันธรัฐไตนี้ ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของเมืองพม่าเลยแม้แต่นิดเดียวความเป็นเอกราชและอธิปไตยยังคงมีอยู่สมบูรณ์ เพียงระบบการปกครองของไตเป็นไปในรูปแบบ ของเจ้าครองนครเท่านั้น หลังสมครามโลกครั้งที่สองสงบลงแล้ว เนื่องจากคำประกาศของกฏบัตรแอตแลนติกได้เริ่มขึ้นฝ่ายอังกฤษก็มีกำลังอ่อนแอลงกำลังทหารทุกด้านก็ไม่สามารถที่จะปกครองและ คุมสถาน การณ์ได้ อังกฤษจึงถอนกำลังออกจากอินเดียและพม่าทันที เมื่อเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปเช่นนั้น ฝ่ายอังกฤษ ก็ไปเจรจากับกลุ่มต่อต้านเผด็จการเพื่อประชาชนอิสระ (พะซะป๊ะละ) ซึ่งเป็นกลุ่มของนายซานุ ซึ่งเป็นผู้นำอยู่ในขณะนั้น เพื่อมอบอำนาจการปกครองให้แก่ชนชาติพม่าต่อไป อ่องซานจึงได้เดินทางไปถึงกรุงลอนดอน แล้วเซ็นสัญญากับรัฐบาลอังกฤษชื่อสัญญาฉบับนี้เรียกว่า แอตลี (ATLEE) ข้อความตอนหนึ่งระบุว่า
การที่จะผนวกเอาสหพันธรัฐไตและเมืองสันเขาเข้ารวมกันกับเมืองพม่านั้นจะต้องขอมติจากชนชาติเหล่านั้นเสียก่อนจึงจะกระทำได้ และการที่จะเอารวมกันก็ดี ก็จะต้องให้รัฐบาลอังกฤษและผู้แทนของรัฐบาลพม่ายินยอมเสียก่อนด้วย
ตามข้อเท็จจริงแล้วหนังสือสัญญาฉบับนี้ไม่ได้ขอมติจากชาวไตและเมืองสันเขาเลย แต่บุคคลเหล่านั้นไปแอบทำกันเองที่กรุงลอนดอน ชาวไทยใหญ่ไม่เคยรับรู้เรื่องนี้ เพราะสหพันธรัฐไตไม่เคยเป็นเมืองขึ้นหรือขี้ข้าของพม่า ไตหรือ ฉานสเตท เป็นเพียงเมือง หรือดินแดนที่อยู่ในความอารักขาของอังกฤษเท่านั้น เรื่องนี้รัฐบาลอังกฤษย่อมรู้ดีอยู่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายอังกฤษไม่มีคำสัตย์ แล้วยังละทิ้งหน้าที่ที่รับผิดชอบ ที่รับมอบหมายไว้เหล่านั้นหมดสิ้น นี้ เป็นข้อความตอนหนึ่งซึ่งเป็นบทวิจารณ์ของอังกฤษ สงครามโลกครั้งที่สองที่ชื่อว่า วินสตั่น เชอร์ชิลล์ ท่านผู้อ่านที่รัก
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนั้นมันเป็นความอยุติธรรมที่สุดที่มีต่อชาวไตเป็นเส้นทางที่ปูลาดไว้ให้สหพันธรัฐไตเป็นแผ่นดินของพม่า ชาวไตจึงได้กลายเป็นขี้ข้าพม่าไป โดยปริยาย และทำให้ชาวไตไม่มีอำนาจ และสิทธิตัดสินใจตนเองเลยแม้แต่น้อย จากนั้นเป็นต้นมา
1. เจ้าจ่ามทูน เจ้าฟ้าหลวงเมืองป๋อน
2. เจ้าส่วยไต เจ้าฟ้าหลวงหย่องห่วย
3. เจ้าขุนที เจ้าฟ้าหลวงเมืองสะดุง
เจ้าฟ้าทั้งสามท่านนี้ได้ออกเดินทางลาดตระเวณไปปลุกระดมรวบรวมผู้รักชาติในสหพันธรัฐไตพร้อมด้วยผู้นำของเมืองกะฉิ่น, เมืองฮั่น, เพื่อร่วมกันต่อต้านการกระทำของอังกฤษ จนกระทั่งได้เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น ทำให้กลุ่มพะซะป๊ะละ ยินยอมเจรจากับผู้นำสหพันธรัฐไตและเมืองสันเขา ให้มีสิทธิเท่าเทียมกันต่อไป
เหตุเกิดที่ สัญญาป๋างโหลง และการตื่นตัวขึ้นต่อสู้ของกลุ่มชาติต่าง ๆ
ในปี ค.ศ. 1947 วันที่ 7 เดือนกุมภาพันธ์ นั้น จึงมีการประชุมกันขึ้นที่ป๋างโหลงแล้วทำสนธิสัญญาป๋างโหลง ซึ่งรับรองว่า
เมืองไต, เมืองขาง, เมืองชางนี้ จักต้องร่วมมือกันกับพม่าแล้วต่อต้านเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราช รับรองว่าอำนาจการเมืองที่รัฐบาลไตมีไว้นั้น ต้องสืบทอดให้คงมีไว้ดั่งเดิมและแข็งแกร่งมั่นคงสืบต่อไป
ในปี ค.ศ. 1947 นั้นเช่นกัน ผู้แทนของประชาชนเมืองพม่า, เมืองไต, เมืองยางแดง เมืองขาง, เมืองชาง, เมืองยางขาว ก็ได้ร่วมกันเข้าร่วมประชุมกำหนดนโยบายการบริหารประเทศ รับรองเอารัฐธรรมนูนของสหภาพพม่า ในวนที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1948 (ถือเป็นวันชาติพม่า ในเวลาต่อมา)
หลังจากนั้นไม่นานสหภาพพม่าก็พบกับเหตุการณ์อันรุนแรงของศึกคอมมิวนิสต์พม่า ทหารธงขาว, ทหารพม่าบางกลุ่ม, กระเหรี่ยงเคเอ็นดีโอ และกลุ่มหน่อแสง ได้ลุกฮือทำการจราจลขึ้น จึงทำให้รัฐบาลร่างกุ้งของอูนุ พระซะป๊ะละเกือบจะพังพินาศลง แต่ว่าเนื่องจากผู้นำของไตเรา กะฉิ่น, ฮั่น, ยางแดง, (กะเหรี่ยงแดง หรือคะยา) ยังเคารพนับถือต่อสนธิสัญญาปางโหลงอยู่อย่างมั่นคง และรู้จักหน้าที่รับผิดชอบปกป้องรักษาสหภาพและมีอำนาจการปกครองบ้านเมืองอยู่ได้ ทำให้พม่าอยู่รอดปลอดภัยมาจนทุกวันนี้ เพราะผู้นำไตยึดถือ สัจจะวาจา ที่มีอยู่ในสัญญา ป๋างโหลง
ในการนี้ ต้องขอย้อนความหลัง หรือท้าวความทวงบุญคุณพม่าว่า เหล่าทหารไต,กะฉิ่น ,ฮั่น ,ยางแดง ได้เสียสละเลือดเนื้อสู้รบต่อต้านผู้ก่อการร้ายที่จับอาวุธซึ่งจำนวนมากมายเหล่านั้นจนสงบราบคาบ สหภาพก็ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขมาตลอด นี่คือสัจจะวาจาที่คนไตรักษาไว้ตามสัญญาปางโหลง เพราะมีความเชื่อมั่นว่าพม่าจะรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ เมื่อกำลังของผู้ก่อการร้ายสงบลงแล้วเกิดมีเหตุการณ์ที่กองกำลังของกองทัพจีนก๊กมินตั๋ง (KMT) แตกทัพหนีจากแผ่นดินใหญ่ลงมาก่อกวนความสงบสุขของสหภาพพม่าอย่างถาวรในเมืองไต (รัฐฉาน) และรีดนาทาเร้นต่าง ๆ นา ๆ และยิ่งบีบคับข่มขู่รัฐบาลไตที่มีสำนักงานอยู่ที่เมืองหลวงตองกีตลอดเวลาด้วย
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาจะต้องสั่งสอนให้ลูกหลานไตว่า สหพันธรัฐไตเราตกเป็นเมืองขี้ข้าของกองทัพพม่าไปโดยปริยาย รัฐบาลไตเราไม่มีอำนาจที่จะพูดจาต่อรองกับพวกเขาได้เลยแม้แต่น้อย เมื่อสถานการณ์ของบ้านเมืองยุ่งเหยิงวุ่นวายแรงมาเรื่อย ๆ ตามลำดับ คณะรัฐบาลไตหรือไทยใหญ่ ซึ่งมีเจ้าขุนเจียว เจ้าฟ้าหลวงเมืองมีดเป็นผู้นำอยู่ขณะนั้น ตื่นเต้นตกใจต่อสถานการณ์เป็นอย่างมาก ในขณะนั้นซึ่งมีอูนุเป็นหัวหน้าอยู่มาทบทวนแก้ไขรัฐธรรมนูญของสหภาพเสียใหม่เพื่อให้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นสหพันธรัฐโดยสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุการณ์นี้ ในวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 1962 เป็นวันที่ผู้นำกลุ่มไตเรา ,กะฉิ่น,ฮั่น,ยางขาว,ยางแดง,มอญ,ยะไข่ ได้ชุมนุมกันอยู่ที่ร่างกุ้ง พอดีนายพลเนวินกับทหารพม่ากลุ่มหนึ่งได้ทำการเข้ายึดอำนาจการปกครองและจับกุมผู้บริหารสหภาพทันที นอกจากนั้น นักการเมืองในเมืองไตก็ถูกจับกุมทั้งหมด ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองก็ถูกจับกุมด้วยหลายคน การกระทำของนายพลเนวินกับพวกในครั้งนั้นแสดงให้เห็นว่า ตัวนายพลเนวินเองกับพวกเขา ๆ จงใจที่จะกำจัดหัวหน้าของชนชาติไตเราให้หมดสิ้นไปจากอำนาจในทางการเมือง ตัวพลเอกเนวินเองกับพวกทหารของเขา จงใจทำลายสนธิสัญญาปางโหลง และละเมิดรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ว่าเมืองไตเราเป็นเมืองที่มีเอกราชอยู่ก็จริง แต่ขาดผู้นำของชาติบ้านเมืองไป เพราะส่วนมากถูกฆาตกรรม ไตเราถูกทหารพม่าของเนวินกดขี่ข่มเหงรีดนาทาเร้นอยู่ตลอดมาจวบจนทุกวันนี้
จากการที่ไม่มีผู้นำที่เข้มแข็งและกลุ่มผู้รักชาติของไตหรือกู้ชาติไตก็ถูกเล่ห์เลี่ยมทางการเมือง เข้าก่อกวนจึงเกิดการทะเลาะเบาะแว้งแตกแยกออกเป็นหลายกลุ่มหลายพวก เพื่อสร้างอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตน องค์การสหประชาชาติก็ไม่สนใจใยดีต่อสภาพความเป็นอยู่ของไตเราเลย ที่ถูกอำนาจเถื่อนรุกรานไตเราอยู่ได้ถึงปานนี้ และเป็นช่องทางของกลุ่มผลประโยชน์ระดับโลก สงคราม, และกลุ่มทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติ
การรณรงค์เพื่อการฟื้นฟูชนชาติ
ในปี ค.ศ. 1984 ถึง 1985 กองทัพปฏิวัติแห่งสหพันธรัฐไตทุกกองทัพพร้อมด้วยกลุ่มผู้รักษาชาติทั้งหลาย จึงได้พร้อมใจสมนสามัคคีกันรวมกันเป็นกองทัพหนึ่งและเป็นอาณาจักรอันเดียวกัน ไม่แบ่งแยกกันต่อไปแล้วพร้อมกันน้อมรับเอารัฐธรรมนูญการปกครองประเทศฉบับเดียว เพื่อเอกราชอันสมบูรณ์แบบต่อไปดังนั้น ในวันที่ 7 เมษายน ค.ศ. 1985 บรรดาพระสงฆ์องค์เจ้า กองทัพทุกกองทัพ นักศึกษาทุกสถาบันพ่อค้าและประชาชนจากดินแดนสหพันธรัฐไต ได้ยกย่องให้ขุนแสง เป็นหัวหน้าของสภาผู้รักชาติแห่งไต และยกย่องให้ เจ้ากอนเจิง เป็นหัวหน้ารัฐบาลแห่งสหพันธรัฐไต จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีแล้วมี เจ้าเคอเสอ เจ้าจ๋ามใหม่ เจ้ากั๊นเจ็ด เจ้าอ่องทุน เป็นผู้ประสานงานสนับสนุนในอุดมการณ์เพื่อชนชาติครั้งนี้
กองกำลังผู้รักชาติบ้านเมืองไตทั้งหมดกลุ่มใหญ่ได้ร่วมสมานสามัคคีตามเจตนารมย์ ฝังจิตฝังใจไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศชาติได้ ตั้งจิตอธิษฐานปฏิญาณตนให้คำมั่นสัญญาว่า จะสืบทอดอุดมการณ์การสู้รบต่อต้านศัตรูต่างชาติ (พม่า) ผู้รุกรานแผ่นดินไต และยืนหยัดปกป้องอธิปไตย เพื่อกอบกู้ชาติบ้านเมืองของไต ให้ได้มาซึ่งเอกราชและสันติภาพอันสมบูรณ์ เหมือนกับที่เราเคยมีมาในอดีตจึงของร้องให้กองกำลังผู้รักชาติทั้งหมดทุกคนจักปฏิบัติตามคำปฏิญาณที่ให้ไว้ในตัวบทกฏหมายแห่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สร้างชาติบ้านเมืองไตให้เจริญรุ่งเรืองจนเป็นประเทศเป็นอาณาจักรที่สมบูรณ์แบบครบครัน ให้มีฐานะเท่าเทียมกับอารยะประเทศอื่นในโลกนี้ให้จงได้ ขอให้เพื่อนร่วมอุดมการณ์ ได้สนับสนุนเผยแพร่เจตนารมย์ ในเรื่องการกู้ชาติแผ่นดินพวกเรากองกำลังผู้รักชาติทั้งหมด ขอประกาศย้ำกับสื่อมวลชนไทยว่าและยืนยันในเจตนารมย์ดังนี้ สหพันธไต เป็นอาณาจักรที่มีเอกราชโดยสมบูรณ์แล้ว รัฐบาลและกองทัพพม่าถือผู้ก่อการร้ายรุกรานล่าเมืองขึ้นแล้วรุกล้ำอธิปไตยของไตเฮา พม่าเป็นผู้ที่เข้ามาแผ่อิทธิพลในผืนแผ่นดินไตเท่านั้น เพราะฉะนั้นกองกำลังผู้รักชาติไตเฮาทั้งหมด ขอประท้วงให้รัฐบาลและกองทัพพม่าจงรีบถอนตัวกลับออกไป โดยสันติวิธีตามกฎบัตรสหประชาชาติที่ระบุไว้ทุกประการ โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น
ชาวไตต้องการสันติภาพ และเกลียดสงครามเป็นที่สุด แต่ถ้าจำเป็นเมื่อศัตรูผู้รุกรานไม่ยอมถอนตัวแล้ว พวกเราต้องต่อสู้กอบกู้เอกราชและสันติภาพอย่างองอาจกล้าหาญ เมื่อพวกเราออกศึก (ออกรบ) พวกเราจักต่อสู้ขับไล่จนกว่าผู้รุกรานจะถอยออกจากผืนแผ่นดินไตเราจนหมดสิ้น
พวกเราเชื่อมั่นว่า เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม และประเทศ บ้านเมืองเป็นที่พึ่งอันประเสริฐยิ่ง จะต้องปกป้องเอาไว้ด้วยชีวิตและเลือดเนื้อของไตเรา